กลับสู่หน้าหลัก PTU Channel สมัครเรียนออนไลน์ ใบสมัครเรียน ติดต่อ : 02-975-6999 Language EN TH CH  
 

การกำกับดูแลกิจการที่ดี,ระบบการควบคุมภายใน

การกำกับดูแลกิจการที่ดี [Good Governance]
     ตามความหมายที่ระบุไว้โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย “การกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Governance)หมายถึง “ระบบที่จัดให้มีโครงสร้างและกระบวนการการของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายจัดการคณะกรรมการ และผู้ถือหุ้น เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน นำไปสู่ความเจริญเติบโตและเพิ่มคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้นระยะยาว โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียอื่นประกอบ วัตถุประสงค์หลักของการกำกับดูแลกิจการที่ดี คือ การติดตาม กำกับ ควบคุม และดูแลผู้ได้รับมอบอำนาจให้ทำหน้าที่บริหาร ให้มีการจัดกระบวนการเพื่อใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงเป้าหมายอย่างคุ้มค่าและประหยัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเหตุที่ต้องมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพราะองค์กรจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการ มีผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของกิจการจำนวนมาก และทุกคนที่เป็นเจ้าของไม่สามารถเข้า ไปร่วมบริหารองค์กรได้ด้วยตนเอง

องค์ประกอบของการกำกับดูแลกิจการที่ดี
     -จะต้องมีการถ่วงดุลอำนาจอย่างเหมาะสม เพื่อไม่เปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
     -มีการกำหนดภาระหน้าที่ของพนักงานทุกระดับอย่างชัดเจน เพื่อพนักงานทุกคนจะได้รู้ขอบเขต หน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งจะสะดวกในการติดตามและประเมินผลการทำงาน นอกจากนี้ยัง เป็นการเสริมสร้างจิตสำนึกในภาระหน้าที่ของตนเอง
     -มีระเบียบ ข้อบังคับ และคู่มือการปฏิบัติงานที่ชัดเจน และง่ายต่อการปฏิบัติ เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหา การตีความซึ่งอาจนำไปสู่การหาประโยชน์ใส่ตนได้
     -มีระบบข้อมูลและการรายงานที่ดีซึ่งข้อมูลจะต้องถูกต้อง ทันสมัย ทันการณ์
     -ให้ผู้มีส่วนได้เสียได้รู้ข้อมูลข่าวสาร
     -มีข้อกำหนด จริยธรรม หรือจรรยาบรรณของพนักงานทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ องค์กรหรือแสวงหาผลประโยชน์จากหน้าที่การงานในความรับผิดชอบ
     ความสัมพันธ์ระหว่างการกำกับดูแลกิจการที่ดี การควบคุมภายใน การบริหารความเสี่ยง และการ ตรวจสอบภายในสิ่งที่เป็นรากฐานที่จะช่วยให้มีการกำกับดูแลกิจที่ดีนั้น ประกอบด้วย

รากฐานที่ 1 การควบคุมภายใน
     การควบคุมภายใน คือ กระบวนการ (process) ปฏิบัติงานที่คณะกรรมการบริษัท ฝ่ายบริหาร และ บุคลากรขององค์กรจัดให้มีขึ้น เพื่อให้สามารถมั่นใจได้อย่างสมเหตุสมผลว่า หากได้มีการปฏิบัติตาม กระบวนการเหล่านี้แล้วองค์กรจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่ต้องการได้โดยวัตถุประสงค์ของ ธุรกิจ ได้แก่
     1. ความมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Effectiveness and efficiency of operations)
     2. ความน่าเชื่อถือของรายงานทางการเงิน (Reliability of financial reporting)
     3. การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง (Compliance with applicable with laws and regulations) การกำหนดวัตถุประสงค์ของธุรกิจขึ้นมานั้น ผู้บริหารจะต้องกำหนดวิธีการทำงานให้ไปสู่ วัตถุประสงค์นั้น และในขณะเดียวกันก็ต้องมีการควบคุมการปฏิบัติงานต่างๆ ในองค์กรให้ดำเนินไปอย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย การควบคุมต่างๆ เหล่านี้ ก็คือ การควบคุมกระบวนการภายในองค์กร หรือเรียกสั้นๆ ว่า การควบคุมภายในนั่นเอง
     ดังนั้น ทุกหน่วยงานในองค์กรจะจัดให้มีระบบการควบคุมภาย ในที่มีความเหมาะสมขึ้นมา ผู้เขียนได้เคยกล่าวมาแล้วว่า การจัดวางระบบการควบคุมภายในเป็นหน้าที่ของผู้บริหารหน่วยงาน ซึ่งเป็นผู้ที่ทราบดี ว่างานจุดใดของตนมีความเสี่ยง จากนั้นก็จะประเมินความเสี่ยงและสร้างระบบการควบคุมขึ้นเพื่อป้องกัน แก้ไข หรือตรวจหาความเสี่ยงเหล่านั้น โดยการควบคุมภายในมักจะถูกกำหนดออกมาในรูปของระเบียบ ข้อบังคับ หรือคู่มือการปฏิบัติงานต่างๆ และเช่นเดียวกันการปฏิบัติตามการควบคุมภายในที่กำหนดขึ้นมานั้นก็เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน การควบคุมภายในดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร ช่วยให้ธุรกิจแข่งขันกับตลาดได้ ช่วยป้องกันการรั่วไหล ช่วยให้องค์กรเห็นฐานะการเงินที่ถูกต้องเชื่อถือได้ และในที่สุด ก็คือการช่วยให้องค์กรเติบโตได้อย่างมั่นคง

รากฐานที่ 2 การบริหารความเสี่ยง
     การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) คือ การกำหนดแนวทางและกระบวนการในการระบุ ประเมิน จัดการและติดตามความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม หน่วยงาน หรือการดำเนินงานขององค์กร รวมทั้งการกำหนดวิธีการใน การบริหารและควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ผู้บริหารยอมรับได้ซึ่งสามารถมองได้เป็น 2 มุมมอง คือ
     - การกำจัดหรือลดปัจจัยต่างๆ ที่จะขัดขวางไม่ให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ นั่นคือ การปกป้องมูลค่าที่องค์กรมีอยู่ไม่ให้ถูกทำลายไป
     - มองหาโอกาสที่จะสร้างความได้เปรียบในการดำเนินธุรกิจ คือ การสร้างมูลค่าให้กับองค์กรการบริหารความเสี่ยงนั้นคล้ายกับการจัดวางระบบการควบคุมภายใน คือ มีการระบุ ประเมินและจัดหาวิธีการที่จะจัดการกับความเสี่ยง แต่ด้วยความที่เป็นศาสตร์ที่ใหม่กว่า และมีพื้นฐานมาจากธุรกิจประกันภัยที่จะต้องเผชิญกับมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกมากมาย จึงทำให้การบริหารความเสี่ยงมีมุมมองที่กว้างขึ้น โดยมองถึงความเสี่ยงที่เป็นผลมาจากปัจจัยภายนอก และที่สำคัญ คือ การมองหาสิ่งที่เป็นโอกาสให้กับธุรกิจจากความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย การบริหารความเสี่ยงในระดับหน่วยงานนั้นก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหารหน่วยงานเช่นเดียวกัน

รากฐานที่ 3 การตรวจสอบภายใน
     การตรวจสอบภายในมีบทบาททำให้มั่นใจว่ามีการควบคุมภายในที่เหมาะสม และการควบคุม
เหล่านั้นได้รับการปฏิบัติตามภายในองค์กร ตลอดจนมีนำระบบการบริหารความเสี่ยงมาปรับใช้อย่างเหมาะสม ตลอดจนช่วยถ่วงดุลอำนาจไม่ให้มีการใช้อำนาจไปในทางที่ผิดจากการที่หน่วยงานได้จัดให้มีระบบการควบคุมภายในของตน มีการบริหารความเสี่ยงและมีการปฏิบัติตามแล้ว ผู้ตรวจสอบภายในก็เหมือนเป็นคนที่มากรองอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ผู้เป็นเจ้าของ/ผู้ถือหุ้นนั้นเกิดความมั่นใจ การตรวจสอบภายในนั้นก็ถือเป็นกลไกอย่างหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการควบคุมภายในและการ บริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมยิ่งขึ้น เพราะบางครั้งผู้ปฏิบัติงานอาจคิดว่าทำแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว แต่ผู้ ตรวจสอบภายในเค้าก็จะมีวิธีทดสอบว่าการควบคุมที่ปฏิบัติกันอยู่นั้นความเพียงพอจริงหรือไม่ หรือบางครั้ง อาจมีการการปฏิบัติงานกันมานาน แม้ว่าจะมีความชำนาญ แต่ก็อาจทำให้ประมาทโดยละเลยบางจุดที่ควร จะต้องควบคุมไป หากผู้ตรวจสอบภายในตรวจพบ เค้าจะเป็นคนไปเตือนให้เราระมัดระวังมากขึ้น ดังนั้น หากผู้ตรวจสอบภายใน   เข้าไปปฏิบัติงานในหน่วยงานของเพื่อนๆ ก็อยากคิดมากเลยค่ะ ช่วยให้ความร่วมมือ กับพวกเขาด้วย เหมือนมีคนช่วยดูงานของเราอีกแรง สุดท้ายผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับองค์กรของเรา    ดังนั้น หากองค์กรของเราสนับสนุนให้รากฐานทั้งสามประการนี้ สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ก็จะ ช่วยส่งเสริมให้ต้นไม้การกำกับดูแลกิจการที่ดีเจริญงอกงาม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ในองค์กร
EVENTS











จัดทำโดย ส่วนงานบริการสารสนเทศ ศูนย์คอมพิวเตอร์และงานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี เข้าสู่ระบบ